ธันวาคม 7, 2021

ข่าว มวยไทย

อัพเดทข่าว มวยไทย รายงานผลการแข่งขันมวย วิเคราะห์มวยอย่างแม่นยำ

ความเป็นมา สมรักษ์ คำสิงห์ ฮีโร่ผู้คว้าเหรียญทองโอลิมปิกเหรียญแรกของไทย

ความเป็นมา

ความเป็นมา สมรักษ์ คำสิงห์ ชื่อเล่น บาส นักมวยสากลกลุ่มชายไทยผู้ครอบครองตำนานเหรียญทองโอลิมปิกเหรียญแรกของเมืองไทย 

ความเป็นมา สมรักษ์ คำสิงห์ ชื่อเล่น บาส นักมวยสากลกลุ่มชายไทยผู้ครอบครองตำนานเหรียญทองโอลิมปิกเหรียญแรกของเมืองไทย รวมทั้งสมัยก่อนยอดนักมวยไทย

สมรักษ์เกิดวันที่ 16 เดือนมกราคม พุทธศักราช 2516 เดี๋ยวนี้อายุ 48 ปี เป็นชาวจังหวัดขอนแก่น นายแดง พ่อของสมรักษ์ เป็นนักมวยเก่าทำให้เขาได้รับการฝึกซ้อมมวยไทยจากพ่อของเขาตั้งแต่ยังเด็ก

รวมทั้งขึ้นสังเวียนมวยไทยคราวแรกเวลาที่เขาแก่เพียงแค่ 7 ขวบ เพียงแค่นั้น พ่อของสมรักษ์ เดินทางพาไปชกมวยไทยตามเวทีงานวัดต่างๆจนได้รับการทาบทามจาก คุณณรงค์ กองณรงค์ หัวหน้า ค่ายซ้อมมวยณรงค์ยิม ให้มาเป็นนักมวยในสังกัด

ต่อไปสมรักษ์ ก็ขึ้นสังเวียนมวยไทยในชื่อสมรักษ์ ณรงค์ยิม แล้วก็ได้เป็นนักมวยไทยที่เป็นที่รู้จักในแถบจังหวัดขอนแก่น ถัดมาพ่อของ สมรักษ์กับผู้ครอบครองค่ายเกิดทะเลาะกัน เลยย้าย สมรักษ์ไปเป็นนักมวย ค่ายศิษย์อรัญ

แล้วก็ได้เข้ามาชกมวยไทยในกรุงเทพ สมรักษ์ได้เข้าห้องเรียนในสถานที่เรียนสถานที่เรียนผะดุงลูกศิษย์พิทยา โดยเขาได้ต่อยอีกทั้งมวยไทย แล้วก็มวยสากลสมัครเล่น พร้อมๆ กัน

สำหรับการชกมวยไทย ก็ได้เปลี่ยนแปลงมาใช้ชื่อ พิมพ์อรัญเล็ก ศิษย์อรัญ ตลอดการชีวิตการชกมวยไทย สมรักษ์นับว่าเป็นยอดมวยที่มีท่วงทีสำหรับในการต่อยที่ดี ต่อยมาแล้วในเวทีใหญ่ๆทั้งยังเวทีราชดำเนิน

รวมทั้งเวทีลุมพินี แต่ว่า สมรักษ์ไม่เคยได้แชมป์มวยไทยของเวทีไหนเลย สมรักษ์ชกมวยไทยจนกระทั่งปีพุทธศักราช 2538 สำหรับเพื่อการขึ้นสังเวียนคราวสุดท้ายกับ สุวิทย์เล็ก ส.สกาวรัตน์ สามารถชนะน๊อคได้ในยกที่ 4

จากนั้น สมรักษ์ก็หันมาชกมวยสากลเพียงอย่างเดียว ข่าว มวยไทย

ความเป็นมา

สังเวียนมวยไทยคราวแรกเวลาที่เขาแก่เพียงแค่ 7ขวบ เพียงแค่นั้น

ความเป็นมา สมรักษ์ไปสู่เส่นทางนักมวยสากล สมัครเล่นกลุ่มชาติไทย และก็ได้ร่วมชิงชัย ในโอลิมปิก ที่บาร์เซโลนา ในปี พุทธศักราช 2535 โดยต่อย ในรุ่นเฟเธอร์เวทน้ำ (หนักมากยิ่งกว่า 122 ปอนด์ แม้กระนั้นไม่เกิน 126 ปอนด์)

แม้กระนั้น ก็ชนะผ่านเข้าไป ถึงเพียงแค่รอบสองเท่านั้น ในปีพุทธศักราช 2536 ได้เป็นผู้แทนชิงชัย ชกมวยทหารโลก โดยเขาได้รางวัลเหรียญทอง แต่แล้วพอถึงปีนั้น สมรักษ์ก็จะต้องถอนตัว จากการเป็นผู้แทนกลุ่มชาติ

เนื่องจากว่าไม่พร้อม ในปีพุทธศักราช 2537 สมรักษ์ก็โด่งดัง จากการเป็นนักกีฬาไทย เพียงแต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งสามารถคว้าเหรียญทอง จากการแข่งขันชิงชัย เอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 12 ที่จัดขึ้นที่เมืองฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น

ในปีพุทธศักราช 2538 สมรักษ์คำสิงห์ ได้เหรียญทองจากกีฬาซีเกมส์ ที่จังหวัดเชียงใหม่ รวมทั้งผ่านการเลือกเฟ้น ให้ไปต่อยในโอลิมปิก รอบท้ายที่สุด และก็เมื่อถึงการแข่งขัน ชิงชัยกีฬาโอลิมปิก ที่เมืองแอตแลนตา

สมรักษ์ก็ได้สร้างประวัติศาสตร์ คว้าเหรียญทอง จากโอลิมปิกเหรียญแรก ของเมืองไทย มาครอบครองได้ ข้างหลังการคว้าเหรียญทองโอลิมปิก สมรักษ์ได้รับการเลื่อนตำแหน่ง จากทางสังกัดเดิมทัพเรือ (กองทัพเรือ) จาก นายสิบเอก (จังหวัดอำเภอ) ขึ้นเป็น เรือตรี (ร.ต.)

นอกเหนือจากการ ที่จะได้รับการเลื่อนตำแหน่งแล้ว สมรักษ์ก็ได้มีงานในแวดวงรื่นเริง โดยเขาได้เล่นละคร เป็นผู้แสดงนำชายทีแรก  ในบทนายของหวานต้ม ประกอบคู่ น้ำฝน กุลณัฐ ปรียะวัฒน์ ในละครเรื่อง นายของหวานต้ม ถ่ายทอดทางช่อง 7 ต่อไป

สมรักษ์ก็มีงาน ในแวดวงบังเทิง เข้ามาเรื่อย จนกระทั่งทำ ให้มีเวลาสำหรับการฝึกซ้อมลดลง แม้กระนั้นสำหรับเพื่อการแข่งกีฬาเอเชียนเกมส์ใน ปี พุทธศักราช 2541 สมรักษ์ก็ยังคง คว้าเหรียญทอง มาครอบครองได้

แต่ทว่า ต่อจากนั้นฟอร์มการต่อยของสมรักษ์ ก็มองต่ำลงมากยิ่งกว่ามาตรฐาน ในปีพุทธศักราช 2543 เขาเป็นผู้แทนกลุ่มชาติไทยร่วมการประลองโอลิมปิกที่ซิดนีย์ แม้กระนั้นคราวนี้เขาสามารถผ่านเข้ารอบไปถึงรอบ 8 คนท้ายที่สุด

4 ปีต่อมา สมรักษ์ได้ร่วมแข่งโอลิมปิก ที่กรุงเอเธนส์ ในคราวนี้ สมรักษ์ไม่เข้ารอบแรกทำให้ต่อไปเจ้าตัวก็ได้ประกาศแขวนนวมเลิกชกมวยสากลสมัครเล่น โดยเด็ดขาด จากนั้นสมรักษ์ ก็ยังมีการกลับมาชกมวยบ้างสุด

แต่โอกาศทั้งยังการชกกับ ฌอง-คล็อด แวน แดมม์ นักแสดงสายบู๊ของฮอลลีวูด และก็ยังรวมทั้งการกลับมาชกมวยไทยกับ ยอดวันเผด็จ สุวรรณวิจิตร และ จอมโหด เกียรติอดิศักดิ์

เดี๋ยวนี้ สมรักษ์ได้แขวนน่วมโดยเด็ดขาดแล้วจะมีการชกมวยโชว์บ้างตามแต่ช่องทาง รวมทั้งยังคงส่งผลงานในแวดวงสำราญใจออกมาเป็นช่วงๆรวมถึงยังมีค่ายมวยเป็นของตนเองชื่อว่า ท.เทวดาสุทิน บาย สมรักษ์ คำสิงห์ เสยปลายคางแชมป์