มิถุนายน 24, 2021

ข่าว มวยไทย

อัพเดทข่าว มวยไทย รายงานผลการแข่งขันมวย วิเคราะห์มวยอย่างแม่นยำ

ผู้โนเนม ห่างชั้นกระทั่งบ่อนไม่รับแทง ไฟต์แรกในอเมริกาของ “แมนนี่ ปาเกียว”

ผู้โนเนม

ผู้โนเนม การออกเดินทางของแต่ละคนสื่อความหมายต่างกัน บางบุคคลเริ่มเดินทางด้วยเหตุว่าไม่มีวันเลือก บ้างก็เดินทางเพื่อชีวิตที่ดียิ่งกว่า 

ผู้โนเนม การออกเดินทางของแต่ละคนสื่อความหมายต่างกัน บางบุคคลเริ่มเดินทางด้วยเหตุว่าไม่มีวันเลือก บ้างก็เดินทางเพื่อชีวิตที่ดียิ่งกว่า แต่ว่าสำหรับแมนนี่ ปาเกียวอัจฉริยะนักต่อยชาวประเทศฟิลิปปินส์ เลือกออกจากบ้านเกิดของเขาไปยังสหรัฐฯแม้ว่าเขาพูดอังกฤษได้ไม่เป็นก็เพราะ “เขาต้องการเป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่”

นี่เป็นเรื่องราวของนักต่อยที่ดูไปด้านหน้าเสมอ ไม่ว่าชีวิตจะลำบากถึงระดับสูงสุดหรือในวันที่บรรลุผลสำเร็จ ประสบการณ์ในแผ่นดินอเมริกาเพื่อยกฐานะตนเอง รวมทั้งการพนันแชมป์แรกที่ เอ็มจีเอ็ม อารีน่า ของเขาตื่นเต้นมากแค่ไหน?

“เนื่องจากมวยเป็นกีฬาที่โดดเดี่ยว คุณเหนื่อยเจียนตาย คุณเจ็บแทบแย่บนเวที แต่ว่าก็ไม่มีผู้ใดสามารถช่วยคุณได้ แต่ว่าถ้าหากเสียงระฆังดังขึ้นและก็คุณเป็นผู้ชนะ ทุกคนจะจำแต่ว่าคุณเพียงผู้เดียวเพียงแค่นั้น” ประโยคสุดคลาสสิกนี้เกิดขึ้นในบทความเกี่ยวกับสไตล์การชกของนักมวยในเว็บ ที่กล่าวว่ามันคลาสสิกก็เนื่องจาก มันเป็นการเอาเรื่องจริงมาเขียนให้เห็นภาพได้ง่ายแล้วก็กระจ่างแจ้งที่สุด

นักมวยสู้เพื่อตนเอง ไม่ว่าจะบนสังเวียนหรือนอกสังเวียน ถ้าเกิดเลือกได้ไม่มีผู้ใดต้องการจำเป็นต้องมาฝึกซ้อมหนักรากเลือดรวมทั้งเจ็บตัววันแล้ววันเล่า แม้กระนั้นสำหรับบางบุคคลมันต่างออกไป เพราะเหตุว่ามวยไม่ต้องพึ่งคนใดกันคนอื่นเมื่ออยู่บนเวที ถ้าหากเขาคนนั้นทุ่มเทมากพอรวมทั้งเก่งมากพอ

ท้ายที่สุดมวยจะช่วยสำหรับในการเปลี่ยนชีวิตของเขาได้ โน่นเป็นความนึกคิดของแมนนี่ ปาเกียวตำนานนักต่อยระดับแชมป์โลกชาวประเทศฟิลิปปินส์ คนเล่าเรื่องย้อนคราวหลังว่า “มวยเป็นอย่างเดียวที่เขาเลือกได้” เพราะว่าตั้งแต่เติบโตขึ้นในเมือง ซานโตส ซิตี้ เขาเจอแม้กระนั้นความลำบากตรากตรำมากจนกระทั่งไม่กลัวอะไรอีกต่อไปในอนาคต

“ขณะนี้ใครๆก็รู้จักผมในฐานะตำนานนักมวย ซึ่งแน่ๆว่าผมพึงใจมากมายที่มันเป็นแบบงั้น แต่ว่าอย่ารู้ผิดล่ะ กว่าจะมาถึงจุดนี้ผมไม่เคยเจอคำว่านอนสอนง่ายเลยแม้กระทั้งครั้งเดียว” ปาเกียวเริ่มเล่าย้อนกลับไป

“ทางการเป็นนักมวยของผม มีต้นเหตุจากวัยเด็กที่ผมจำเป็นต้องสวมบทนักสู้เพื่อชีวิตจำเป็นต้องอยู่รอด ผมไม่มีอะไรเป็นของตนเองเลย ไม่มีผู้ใดให้พึ่งพาอาศัย เพราะฉะนั้น ผมมีเพียงแค่ตนเองเพียงแค่นั้น ซึ่งมันทำให้ผมเลือกมวยเนื่องจากว่าผมมั่นใจว่ามันจะไปได้สวย ผมฝึกฝนมาตลอดชีพ ฝึกหัดหนักมากมายเพื่อจะทำให้ตนเองอยู่รอด

แล้วก็ทำให้ครอบครัวของผมมีชีวิตอยู่ถัดไป” ปาเกียวนั้นเริ่มชกมวยตั้งแต่อายุ 14ปี จนตราบเท่าอายุครบ 16ปี ก็ได้ขึ้นเวทีมาตรฐาน ถ้าเกิดเป็นบ้านพวกเราก็อาจจะต้องเรียกว่าได้ชกมวยตู้กระทั่งมีชื่อเสียงมากขึ้นเรื่อยๆในกรุงมะนิลา แล้วก็ประเทศฟิลิปปินส์ กลางทางมีเรื่องมีราวราวมากมายก่ายกอง

เอาเพียงแค่ตอนที่ยังอยู่ในประเทศฟิลิปปินส์ ก็จัดว่าปาเกียว จำต้องพิสูจน์ตนเองอะไรหลายๆอย่าง กาลครั้งหนึ่งเขาเคยกอดคอกับเพื่อนสนิทที่ชื่อว่า ยูจีน บารูแต็ก ไปสมัครชกในรายการ โดยหวังว่าจะชนะกันทั้งสองและก็ได้ต่อยอดแปลงเป็นยอดมวยแดนตากาล็อก แต่ว่าในที่สุดเกิดเหตุการณ์นึกไม่ถึง ยูจีน เสียชีวิตคาเวทีจากการโดนน็อค ตอนที่ปาเกียว เวลานี้เป็นไปไม่ได้เลือกนอกเหนือจากจะต้องขึ้นเวทีต่อโดยทันที

ภายหลังที่เพื่อนรักโดนแบกส่งโรงพยาบาล ปัจจัยที่เขาหยุดไม่ได้ก็เนื่องจากมวยคือชีวิต ทุกหมัด ทุกความมีชัย เป็นทางออกที่จะทำให้ชีวิตดียิ่งขึ้น ทัศนคติอย่างนี้ทำให้ ปาเกียวไต่ชั้นสูงขึ้นมาเรื่อยจนถึงเปลี่ยนเป็นยอดมวยรุ่นฟลายเวต น้ำหนัก 112 ปอนด์ ณ เวลานั้นในทวีปเอเชียไม่มีใครต่อกรได้

ปาเกียวไวราวกับจรวดและก็มือหมัดซ้ายที่หนักเกินกว่านักต่อยเขตแดนจะรับไหว นอกเหนือจากนักชกประเทศฟิลิปปินส์ร่วมกันเองแล้ว เขายังไล่เก็บนักชกไทย และก็นักชกประเทศญี่ปุ่นอีกหลายชิ้น กระทั่งครอบครองแชมป์โลกเส้นแรกในรุ่นฟลายเวตของสถาบัน ด้วยการชนะน็อกยก 8 เหนือ ฉัตรชัย 3 เคแบตเตอรี่

หรือชื่อเต็ม ฉัตรชัย สาสะกุล ในปี 1998 มีครั้งเดียวที่เสียท่าเป็นในปี 1999 ที่แพ้น็อกยก 3 ให้กับ จำนวนเงิน วัวกระทิงแดงยิม หรือ บุญใส สังสุราช เพียงแค่นั้นอง ถ้าหากเทียบชื่อเสียงปาเกียวในตอนวัย 18-19 ปี ในประเทศฟิลิปปินส์ ให้เห็นภาพกล้วยๆเป็น ถ้าหากเป็นมวยไทยเขาก็คือยอดมวยเข็มขัดเต็มเอวเต็มคอไปหมด

มีชื่อเสียงและก็ยืนหนึ่งในสายตาของเซียนมวยแบบไม่ต้องสงสัย แม้กระนั้นกันว่าชีวิตคนช่างแปลก ไม่ว่าใครก็ตามที่เคยมาจากจุดที่ต่ำที่สุด หากวันหนึ่งได้ลิ้มชิมรสการบรรลุเป้าหมายเขาคนนั้นจะเสพติดมันแล้วก็มานะไขว่คว้าทุกสิ่งที่มือของคนๆนั้นสามารถคว้ามันได้ แล้วก็บางทีก็ยากจะเอื้อมถึงปาเกียว

บอกเสมอว่าเขาภูมิใจที่ได้ยอดเยี่ยมมวยรุ่นเล็กในเวลานั้น มันเป็นฝันที่นักมวยชาวปินอยทุกคน แต่ว่า ปาเกียวมีสิ่งหนึ่งที่ไม่เหมือนกัน เขามีธรรมชาติของผู้ชนะอยู่ในตัวสูงมาก แล้วก็เขาทราบดีว่าตราบเท่าที่เขาไม่ยินยอมขยับน้ำหนักไปขึ้นสังเวียนในรุ่นที่ใหญ่มากยิ่งกว่านี้ ชีวิตนักมวยของเขาจะมาถึงทางตันเร็วกว่าที่คิดแน่นอน

ต้นสายปลายเหตุเป็นเพราะว่าแม้ต่อยในรุ่นน้ำหนัก 112 ปอนด์ รวมทั้งปราบคู่ชกจนกระทั่งหมดรุ่น ปาเกียวก็ยังมิได้รับการโค้งคำนับจากทั่วทั้งโลกอยู่ดี เพราะว่ามวยรุ่นเล็กอย่างงี้มีแม้กระนั้นสรีระของชาวเอเชียเพียงแค่นั้น ไม่มีนักชกอเมริกันหรือชาติอื่นๆมีส่วนร่วมเท่าไรนัก ซึ่งโน่นเป็นเรื่องสำคัญ

ผู้โนเนม เนื่องจากว่ามีความเชื่อที่ว่ากันว่าคุณจะเป็นเลิศมวยไม่ได้แม้ไม่เคยได้ไปต่อยที่สหรัฐอเมริกา … ดินแดนที่เรียกว่า “เวทีเอก” ที่วงการมวยโลกนั่นเอง ข่าว มวยไทย

ผู้โนเนม

ปาเกียวอัจฉริยะนักต่อยชาวประเทศฟิลิปปินส์ เลือกออกจากบ้านเกิดของเขาไปยังสหรัฐ

ผู้โนเนม โน่นเป็นเหตุผลที่ แมนนี่ ปาเกียว จำเป็นต้องเริ่มเดินทางจาก ประเทศฟิลิปปินส์ เพื่อไปทำให้ตนเองยิ่งใหญ่คับโลกให้ได้ นี่เป็นการเดินทางที่เป็นที่เขาจำเป็นจะต้องทำ โน่นเป็นการไปที่อเมริกา เพื่อเจอกับทั้งยังมิตรและก็ศัตรูที่เก่งกว่าที่เขาเคยได้พบตรงนี้

เป็นอีกทีที่ ปาเกียวตกลงใจไปในที่ที่เขาไม่รู้ และไม่ทราบจนกระทั่งภาษาของคนท้องถิ่นซึ่งมันก็คือภาษาอังกฤษ เขาชกมวยมาตั้งแต่จำความได้ นั่นก็เลยทำให้เขาไม่ได้เฉียดประเด็นการเรียนรู้เลย ภาษาอังกฤษของเขาไม่กระดิกนิดหน่อย แม้กระนั้นนี่ไม่ใช่ความท้าที่เขาเพิ่งจะเคยพบ

เพราะเหตุว่าก่อนที่จะเขาจะเก็บของใช้จาก ซานโตส ซิตี้ ถิ่นกำเนิด มายังเมืองหลวงอย่างกรุงมะนิลา ขว้างเกียว ก็พูดได้เพียงแค่ภาษาพื้นบ้าน แม้กระนั้นไม่สามารถที่จะบอกภาษาตากาล็อกที่ชาวเมืองหลวงโดยมากบอกกันได้ ปาเกียวเดินทางมาถึงอเมริกากับ ร็อด นาซาริโอ ผู้จัดการส่วนตัว

เมื่อมาถึงอเมริกาก็เกิดปัญหาใหญ่ เป็นไม่มีโปรโมเตอร์ค่ายไหนพอใจตัว ปาเกียวเลย นาซาริโอ ก็เลยพยายามนำชื่อของปาเกียวไปยังยิมต่างๆหลายที่เพื่อหาที่เก็บตัวและก็เพิ่มจังหวะโชว์ความสามารถในอเมริกาบ้าง จนตราบเท่าได้รับการติดต่อจากยิมที่ชื่อว่า “ไวลด์ การ์ด ยิม” ที่ ซาน ฟรานซิสโก ซึ่งมีเจ้าของที่ชื่อ เฟร็ดดี้ โรช ชายผู้เคยเป็นโค้ชให้กับ ไมค์ ไทสัน เมื่อ 10 ปีก่อน

โรชไม่ได้พอใจอะไรที่อยู่ในตัวปาเกียวก่อน แต่ว่าเป็น นาซาริโอ ที่เดินมาหาเขารวมทั้งพูดว่า “คุณมาทดลองล่อเป้าให้เขา (ปาเกียว) หน่อยได้ไหม เพราะอะไรผมจะต้องทำแบบงั้น?” นี่เป็นสิ่งที่โรชบางทีก็อาจจะกำลังสงสัย เนื่องจากว่าเขาเองก็งานยุ่งและก็มีนักมวยให้ดูแลมากไม่น้อยเลยทีเดียว

แต่ว่าท้ายที่สุด ปาเกียวก็แทรกกลับมาว่า “คุณเป็นผู้ที่ทำให้ผมเก่งขึ้นได้” โรช เริ่มสะดุดและก็ลองล่อเป้าแชมป์จาก ประเทศฟิลิปปินส์ ดู ผ่านไปไม่กี่นาที โรช ถอดที่ล่อเป้ารวมทั้งหันไปบอกกับเพื่อนพ้องๆของเขาที่มองการลวงเป้าคราวนี้ว่า “เฮ้ย ไอ้หมอนี่ไม่ธรรมดา มันเป็นเลิศมวยได้เลยจ๊า”

ช่วงเวลาที่ฝั่งของปาเกียว เองก็รู้สึกไม่แตกต่างกัน แม้ว่าจะติดต่อสื่อสารกันไม่ได้ แม้กระนั้นเขาก็รู้ว่านี่แหละผู้ที่ใช่ เฟร็ดดี้ โรช เป็นผู้ที่เขาตามหา เขาถอดหัวโขนแชมป์ออกหมดไปรวมทั้งฝากตัวเป็นลูกศิษย์ในทันที ก่อนที่จะหันไปบอกนาซาริโอว่า “พวกเราได้ผู้ฝึกสอนใหม่แล้ว”

ระยะเวลาการฝึกหัดหนักตามโปรแกรมแดนนรกที่ เฟร็ดดี้ โรช จัดให้เป็นไปอย่างง่ายดาย ต้นสายปลายเหตุเพราะว่าปาเกียวทำตัวเสมือนน้ำไม่เต็มแก้ว เขาพร้อมจะรับของใหม่ๆตลอดระยะเวลา สิ่งที่โรชได้พยายามบอกกับเขาเป็นแฮนด์สปีดของปาเกียว ยอดเยี่ยมอยู่แล้ว แต่ว่ามันจะยอดเยี่ยมกว่านี้ถ้าหากปรับปรุงเรื่องสเต็ปเท้าให้เคลื่อนที่ได้รวดเร็วกว่าที่เป็นอยู่

เนื่องจากว่ามันจะก่อให้เขาออกหมัดได้ไม่หยุดและก็มาจากหลากหลายแนวทาง ซึ่งโน่นเป็นสิ่งที่อันตรายอย่างยิ่ง ถ้ามวยซ้ายหรือ “เซาธ์พอว” สามารถไปถึงจุดที่ฟุตเวิร์กแล้วก็แฮนด์สปีดเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกันได้ ปาเกียวเชื่อฟังแต่ว่าโดยดีไม่มีเรื่องที่น่าสงสัย เขาอุตสาหะประพฤติอ่อนน้อมไม่วางมาด โรช บอกให้ทำอะไร

เขาก็ทำแบบงั้น ตอนที่ตัวของ เฟร็ดดี้ ไม่เคยกั๊กวิชา ทุกอย่างที่เขาได้สอนให้ปาเกียว เป็นทั้งหมดทุกอย่างที่เขาได้ศึกษามาตลอดชีพ “มิตรแท้สำคัญกว่าสิ่งอื่นใด” นี่เป็นคำที่เหมาะสมกับชีวิตของ ปาเกียวที่อเมริกาเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าหมดทั้งตัวเขารวมทั้งโรชต่างให้ความยำเกรงกันสูงมาก

ปาเกียวพูดว่าโรช ดูแลเขาอย่างกับตนเองเป็นพ่อ ส่วนโรช ก็ตัวชิดกับ ปาเกียวจนถึงมีความรู้สึกว่านักชกชาวประเทศฟิลิปปินส์คนนี้เป็นลูกชายไปเสียแล้ว ไอ้เด็กคนนี้เป็นคนขำขันครั้งใดก็ตามได้ดำเนินการด้วย ทุกๆสิ่งทุกๆอย่างที่เขาทำเขากล่าวโทษทุ่มเทเต็ม 100% รวมทั้งโน่นเป็นกฏเกณฑ์ที่ผมใช้ตัดสินเขา” เฟร็ดดี้โรชกล่าว

ไม่ใช่แค่ โรชที่ทดสอบฝ่ายเดียว ปาเกียวใช้เวลา 1 เดือนนับเป็นเวลาหลายเดือนในยิมนั้นเพื่อฝึกฝนความสามารถสิ่งเดียว เขาไม่เคยได้ขึ้นทดลองนวมกับนักต่อยผู้ใดกันแน่เลยจนกระทั่งเขาเริ่มท้อ หนักไปกว่านั้น การวิ่งหาคู่ชกที่พร้อมจะให้โอกาสให้เขาเป็นผู้ท้าแข่งก็ไม่มีผู้ใดพึงพอใจ

ถึงแม้ ปาเกียวจะทำน้ำหนักเพิ่มขึ้นมาเป็นรุ่นซุปเปอร์แบนตัมเวต หรือ 122 ปอนด์ แล้วหลังจากนั้นก็ตาม นี่เป็นปัจจัยที่ใหญ่เกินกว่าที่ โรช จะควบคุมได้ แล้วก็มันทำให้ ปาเกียวท้อกระทั่งเกือบจะต้องการกลับไป ประเทศฟิลิปปินส์ ให้รู้แล้วรู้รอด กระทั่งมีระฆังทองดังมาจากดินแดนไกล เสียงกังวานมาตั้งแต่แอฟริกา

และก็มันเป็นเสียงของนักต่อยที่ชื่อว่า เลห์โล เลดวาบา แชมป์ประจำรุ่นของสถาบัน ที่คุ้มครองป้องกันแชมป์มาแล้ว 5 ยุค … โชคร่วงทับ แมนนี่ ปาเกียวเสียแล้ว ไฟต์ที่แม้กระทั้ง ลาส เวกัส ยังปิดราคา บุญหล่นทับ คำนี้มีจริงแน่นอน ในขณะปาเกียวกำลังท้อจัดเตรียมจะเก็บของกลับไปอยู่บ้านไปตั้งตัว เลดวาบา ก็ขาดคู่ต่อยพอดิบพอดี

แต่เดิมนั้นเขาจำต้องต่อยกับนักมวยชาวชาวเม็กซิโกคนหนึ่ง แต่ทว่าเกิดปัญหาเกี่ยวกับสภาพร่างกายและทำน้ำหนักไม่ผ่านก็เลยไม่สามารถที่จะขึ้นสังเวียนได้ ชำเลืองซ้ายแลขวาตามประสาแชมป์ แน่ๆว่าเขาจำเป็นต้องเลือกนักมวยที่ตัวเองได้โอกาสชนะได้ง่ายที่สุด ก่อนที่จะ เลดวาบา จะเลือก ปาเกียวให้เป็นผู้ท้าแข่ง

และก็แม้จะว่ากันแบบไม่รักษาน้ำใจ ปาเกียวเปรียบได้เสมือนดั่งกับมวยบันไดที่ฝั่งโปรโมเตอร์เรียกให้มาให้แชมป์กระหน่ำ เพื่อเรียกน้ำย่อยประจำรายการเพียงแค่นั้น กลับมาที่ฝั่งบันไดอย่าง ปาเกียวบ้าง นี่เป็นไฟต์แรกที่เขาจะได้ต่อยในอเมริกาแบบที่ตนเองฝันตลอดมา ในเวลาที่ เฟร็ดดี้ โรช สั่งย้ำ

ผู้โนเนม ปาเกียวสุดกำลังว่า จังหวะอย่างนี้ไม่ได้มีเป็นประจำอย่างไรเสียก็จำเป็นต้องคว้าไว้หากแม้เหล่าเซียนจะพูดว่า “เละแน่เอ็ง” ก็ตาม … แม้กระนั้นในใจลึก เฟร็ดดี้ โรชรู้ดีว่าไฟต์นี้จะแปลงโชคชะตา ปาเกียวแน่ๆ เตรียมส่งหมัดลับ